Beast : Coming Up (JunKwang , Dooseung)

posted on 17 Feb 2011 10:54 by wljaebeomg

 

Title :: Coming Up
Status :: Shortfic
Author :: ปาป๊าหมวย (P.G-sa-ring)
Pairing :: JunKwang ft. Dooseung

 

 

“ตื่นได้แล้วมึง เช้าแล้ว”

เสียงค่อนขอดดังมาจากยุน ดูจุนเพื่อนผมขณะที่ผมกับมันกำลังนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นรอฮยอนซึงแฟนของเราทั้งคู่อยู่เพราะว่าวันนี้เราสามคนกำลังจะไปเดทกัน ..ฟังไม่ผิดหรอกครับ ผมบอกว่าฮยอนซึงเป็นแฟนของเราทั้งคู่ถึงแม้ว่าดูจุนมันจะนั่งยันนอนยันมาสิบแปดรอบแล้วก็เหอะว่าฮยอนซึงเป็นของมันคนเดียวแต่ใครมันจะไปเชื่อจริงไหมครับ

ผมกับฮยอนซึงและดูจุนที่เป็นตัวแถม เป็นเพื่อนกันมาสี่ปีแล้วไปไหนก็ไปด้วยกันตลอดถึงจะรู้ดีว่าดูจุนมันจะชอบฮยอนซึงเหมือนกันกับผมแต่ผมก็ใจกว้างพอไม่ถือสาครับในเมื่อฮยอนซึงน่ารักออกขนาดนี้ พวกเราจะคบกันแบบเราสามคนรักกันก็คงไม่แปลกและผมก็สะดวกใจที่มันเป็นอย่างนี้ แต่ที่แปลกก็คือเมื่อสามเดือนก่อนตอนกำลังนั่งกินเนื้อย่างเกาหลีกันสามคนชื่นมื่นอย่างที่เป็นอยู่บ่อยๆอยู่ๆไอ้ดูจุนก็มาประกาศข่าวที่ชวนให้ผมยกกระทะมาฟาดปากมันว่า มันกับฮยอนซึงตกลงคบกันฉันท์คนรักแล้วเมื่อเช้านี้ ใครมันจะไปเชื่อใครมันจะไปยอมรับครับในเมื่อเราคบกันรักกันเป็นเราสามคนโดยตลอดทำไมผมถึงโดนเขี่ยกระเด็นออกมากลายเป็นเราสองคนได้ล่ะครับ

หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมก็ยังทำตัวตามปกติไม่ต่างอะไรจากก่อนหน้านี้ มันไปเดทไหนผมไปเดทด้วย วันวาเลนไทน์สองคนนี้แลกของแทนใจอะไรกันผมก็ร่วมไปแลกด้วย เพราะผมคิดว่าทางออกของเรื่องนี้คือการกลับคืนสู่สามัญเราสามคนรักกันเหมือนแต่เก่ามันดีที่สุด แต่ดูจุนมันว่าผมบ้า ขี้อิจฉา และฮยอนซึงก็ทำถ้าจะปลอบใจผมตลอดเวลาที่มีโอกาสเหมือนผมเป็นลูกคนเล็กที่พ่อแม่ซื้อรถบังคับคันที่อยากได้ให้พี่คนโตไม่มีผิด

“ทำไมช้าอย่างนี้ ฮยอนซึง”

ผมพูดอย่างซ่อนอาการหาวไม่มิด นัดกันไว้ที่หน้าสวนสาธารณะตอนสิบเอ็ดโมงว่าจะไปดูหนังกันแต่นี่ก็จะเที่ยงจนพระอาทิตย์ส่องตะง่านอยู่กลางหัวแล้วก็ยังไร้ซึ่งเงาคนที่พวกผมรอ

“ขอโทษด้วยที่แฟนกูสวย เลยมาช้าคงแต่งตัวนานไปหน่อย”

รีบออกตัวรับแก้ต่างให้เมื่อมีโอกาส หมอนี่มันตลกจังครับคิดว่าฮยอนซึงเป็นแฟนของมันคนเดียวรึยังไง มันไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายอะไรเรื่องฮยอนซึงให้ผมฟังก็ได้

“ทำไมมึงไม่ไปรับเขาวะ ปล่อยให้ระหกระเหินมาเองทำไม ไอ้คนใช้ไม่ได้”

ด่าอีกฝ่ายที่มันเอารถมากลับไม่ยอมขับไปรับแฟนของเราทั้งคู่

“กูบอกแล้ว แต่เขายืนยันว่าครั้งนี้ไม่ต้องเดี๋ยวมาเอง”

“เหอะ กูเข้าใจเขาว่ะ ”

พ่นลมออกจากปากพูดใส่ให้อีกฝ่ายทำหน้าอยากฆ่าและคิดมากไปเล่นๆ ทั้งที่ความจริงผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ทั้งที่ทุกทีมันเป็นหน้าที่ปกติของดูจุนอยู่แล้ว

“มาทันเวลาก่อนที่กูจะฆ่ามึงพอดี”

ดูจุนพูดชี้ชวนให้ดูแฟนของพวกเราที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีฟ้าสว่างเดินน่ารักมาแต่ไกล แต่ไม่ได้มาคนเดียวยังมีเพื่อนร่วมทางตัวเล็กเดินมาด้วย

“ขอโทษทีที่มาช้า รอนานไหม”

ขอโทษขอโพยแล้วส่งยิ้มแห้งๆแต่น่ารักมาให้พวกผม เจออย่างนี้ให้นั่งรอถึงพรุ่งนี้จุนฮยองก็ไม่บ่นครับ ขณะที่ผมกำลังยืนยิ้มเคลิ้มๆตอบกลับไป ฮยอนซึงก็ดึงเพื่อนตัวเล็กที่ไปยืนหลบอยู่ข้างหลังให้มาอยู่ข้างหน้าตน

“นี่ กีกวัง เพื่อนที่ชมรมวิทยาศาสตร์ของฉันเอง บังเอิญเจอกันเมื่อกี้ตอนเดินออกมาน่ะ วันนี้กีกวังจะไปกับเราด้วยนะ”

“หวัดดีครับ วันนี้รบกวนด้วยนะครับ”

ส่งยิ้มกว้างให้ดูจุนอย่างเป็นมิตรและทำปากกระตุกอะไรซักอย่างใส่ผม ไม่ทราบว่าไม่พอใจอะไรผมครับ ทั้งที่วันนี้เป็นวันเราสามคนมาเดทกันแท้ๆแต่ตอนนี้ต้องกลายเป็นเราสี่คนผมยังไม่ไปกระตุกอะไรใส่เขาเลย

“กีกวังเองหรอกเหรอ มาซิ ดีเลย มีคนน่ารักมาเพิ่มอย่างนี้ยิ่งดีใหญ่ เนอะมึง”

ไม่ต้องมาเนอะกับผมเลยครับ ผมไม่มีส่วนรับผิดชอบอะไรในการขี้หลีของเขาด้วย ฮยอนซึงเห็นไหมครับว่าหมอนี่มันใช้ไม่ได้จีบคนอื่นต่อหน้าต่อตาเฉยเลย

“ฮ่า ฮา ฮ่า ดีใช่ไหมล่ะ กีกวังป๊อบในชมรมมากเลยรู้ไหม”

นอกจากไม่แสลงใจแล้วยังหัวเราะร่าอีกตะหาก แล้วไอ้ที่ว่าป๊อบนี่มันก็แค่ป๊อบในชมรมเด็กเรียนแค่นั้นไม่ใช่เหรอครับมันน่าภูมิใจตรงไหน. .อ๊ะ นี่ผมไม่ได้ว่าฮยอนซึงนะครับเขาเป็นกรณียกเว้น

“ไม่ใช่อย่างนั้นซักหน่อย” เพื่อนตัวน้อยของฮยอนซึงปฏิเสธ

“เอ๊. .ฉันว่าน่าจะใช่อย่างที่ฮยอนซึงว่านะ” ไอ้ขี้หลีเข้าสมทบ

“ปูเสื่อคุยกันตรงนี้เลยไหมล่ะ จะได้ไม่ต้องไปดูหนัง”

ผมบอกอย่างหงุดหงิด เมื่อฮยอนซึงไม่สะกิดใจอาการขี้หลีของดูจุนและทุกคนเอาแต่พูดคุยประโยคสนทนาที่ผมไม่นึกอยากจะสานต่อด้วย

“ไอ้. .ไอ้คนอารยธรรมยังเข้าไม่ถึง”

ดูจุนด่าผมเสร็จก็จูงมือพาฮยอนซึงมานั่งหน้าเป็นตุ๊กตาหน้ารถคู่คนขับ ส่วนผมก็ตรงจะไปประจำที่นั่งด้านหลังคนขับเหมือนทุกทีเพราะมันเป็นตำแหน่งที่มองหน้าฮยอนซึงได้ชัดเจนและยาวนานที่สุด ทั้งที่ควรจะเป็นอย่างนั้น. . . แต่ว่า โดนร่างเล็กที่คาดไม่ถึงเข้ามาเสียบด้วยความไวซะก่อน ไม่ทราบว่ายง จุนฮยองกำลังโดนหาเรื่องอยู่ใช่ไหมครับ

“ที่นั่งฉัน” ผมบอกเจ้าเด็กใหม่ที่ไม่รู้ว่าที่ใครเป็นที่ใคร

“เหลวไหลน่ะมึง นั่งไปเถอะกีกวัง”

“ที่นั่งฉัน”

“จุนฮยอง. . .”

ลากเสียงยาวเป็นการปรามทุกครั้งที่คิดว่าผมทำอะไรผิดของฮยอนซึงทำให้ผมต้องยอมตัดใจ เดินไปกระแทกก้นนั่งเบาะข้างๆกีกวังแทน สาแก่ใจเขาแล้วซิ ผมหันไปมองคนข้างๆที่ทำแค่เพียงขมวดคิ้วมาให้ครู่หนึ่งแล้วเลือกไปมองเบาะพิงหลังของดูจุนแทน ไม่ต้องมาทำปากจู๋เลยครับยกที่นั่งให้แล้วยังจะมาไม่พอใจอะไรผมอีก  และกว่าพวกเราจะไปถึงโรงหนังกันผมต้องนั่งทนทุกข์ทรมานกับตำแหน่งที่นั่งที่เห็นหน้าดูจุนทุกท่วงท่าและฟังฮยอนซึงชื่นชมเจ้าเด็กกีกวังไม่หยุดปาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เดี๋ยวแยกกันไปซื้อน้ำกับตั๋วหนังนะ. .จุนฮยองไปซื้อน้ำแล้วกัน” ฮยอนซึงบอกเมื่อมาถึงโรงหนังกัน

“เอาโค้กแก้วบิ๊ก บิ๊ก แล้วก็ป๊อปคอร์นสองถังนะ”

ฮยอนซึงผมไม่อะไรหรอกครับ แต่คนหลังนี่มึงสั่งใครครับยุน ดูจุน โค้กแก้วเบ้อเร่อสองแก้วกับป๊อปคอร์นสองถังงานใช้แรงงานที่คู่ควรกับหน้ามันอย่างนี้กลับส่งผู้ช่วยตัวจ้อยมาให้ผมแล้วตัวมันไปรับงานคุณหนูอย่างถือตั๋วหนังซะนี่ เอ้า. . แล้วนี่เขาใช้ให้ทำอะไรก็ทำรึไงกีกวัง

 

“เดี๋ยวผมถือเองครับ”

ตั้งท่าจะรับโค้กที่ใหญ่กว่าแขนตัวเองทั้งสองแก้วมาถือไว้เอง เห็นผมเป็นยักษ์เป็นมารรึไงใครจะให้เขาทำอย่างนั้นกันครับ ผมจึงส่งถังป๊อปคอร์นเบาหวิวสองถังให้เขาถือแทน

“เอ่อ. .” ทำหน้าแดงปากกระตุกเหมือนจะพูดอะไรซักอย่างแล้วก็ไม่พูด นี่ผมให้ถือของเบาแล้วนะครับยังจะไม่พอใจอะไรอีก

“มีอะไรจะพูดก็พูดมา”

ผมบอกอย่างนึกขัดใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าล้มเลิกความตั้งใจที่อยากจะพูดแล้ว

“. .ไม่มีอะไรหรอกครับ”

“พูดมา”

จ้องหน้าอีกฝ่ายที่บ่ายเบี่ยงเขม็ง ก็เห็นอยู่ว่ามีอะไรจะพูดแล้วยังทำปากกระตุกใส่ผมด้วย ไม่พอใจอะไรก็ว่ากันมาเลยดีกว่าครับไม่ชอบคนด่าในใจ

“คือ. .ขอบคุณครับ”ตอบกลับมาจนผมงง

“นี่ ที่จะพูดเมื่อกี้เหรอ”

ถามย้ำเพราะไม่คาดคิดว่าปากที่ขยับไปมาของอีกฝ่ายจะเป็นคำขอบคุณไม่ใช่คำด่า

“ครับ. .ขอบคุณที่ถือของหนัก. .ให้”

ก้มหน้าก้มตาอธิบายด้วยหน้าที่ขึ้นเลือดฝาด จะว่ายังไงดี ดูไปดูมาหมอนี่มันก็น่ารักจริงๆอย่างที่ฮยอนซึงว่า. .ไม่ซิ ไม่ใช่ซะหน่อย ยังไงฮยอนซึงก็น่ารักเป็นที่หนึ่งในดวงใจของผมที่สุด อย่างหมอนี่ก็แค่อยู่ในระดับที่จัดว่าน่ารักเฉยๆเท่านั้นแหละ

 

 

 

 

 

ไม่ทราบว่าวันนี้จะมีเรื่องขัดใจผมซักกี่หนกันครับ ในการมาเดทสาม ทุกครั้งที่ควรจะเป็นก็คือฮยอนซึงอยู่กลางผมนั่งอยู่ซ้ายมือฮยอนซึง ได้สะดวกในการพูดคุยรอจังหวะเผลอไผลให้ฮยอนซึงจำแก้วผิดมาจิบน้ำแก้วผมแล้วมีดูจุนนั่งขวาสุด เป็นรูปแบบการนั่งเราสามคนที่สมบูรณ์แบบ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเป็นฮยอนซึงที่เข้ามานั่งก่อนและไอ้ดูจุนก็อาศัยความพริ้วไหวในการที่มือรับงานคุณหนูอย่างการถือตั๋ววิ่งเข้าไปนั่งติดฮยอนซึงทิ้งให้ผมเดินมานั่งข้างมันและตามมาด้วยกีกวัง รูปแบบการนั่งอย่างนี้ มันมีตรงไหนที่ผมควรจะมีความสุขดีครับ

“ถอยไป นี่มันที่ฮยอนซึงนะเว้ย”

ผมดันไหล่ดูจุนออกประดุจฮยอนซึงที่เป็นคนเลือกที่นั่งก่อนเป็นคนโดนแย่งที่

“อะไรของมึง นั่งๆไปเถอะน่า อย่างเรื่องมาก”

“ไม่เอา มึงเป็นกูมึงจะอยากนั่งตรงนี้ไหมล่ะ ฮยอนซึงนั่งอยู่ตั้งตรงโน้น”

“จุนฮยอง. . .”

เสียงปรามในลักษณะที่ผมทำอะไรผิดดังขึ้นจากฮยอนซึงเป็นรอบที่สองของวันนี้ คราวนี้ผมทำอะไรผิดอีกล่ะ ผมแค่อยากได้รูปแบบการนั่งเหมือนเดิมเท่านั้นเองแล้วแทนที่จะมองหน้าผมทำไมฮยอนซึงไปมองหน้ากีกวังแทน เขาไม่อยู่ในรูปแบบการนั่งซะหน่อย

“แค่นี้พอใจแล้วนะ วันนี้ทำตัวดีๆล่ะ”

เปลี่ยนที่นั่งกับดูจุน กระซิบบอกผม ถึงจะไม่เข้าใจว่าตอนไหนที่ผมทำตัวไม่ดีแต่ตอนนี้ผมพอใจแล้วครับที่ได้นั่งที่นั่งซ้ายมือฮยอนซึงเหมือนเคย

“แบ่งป๊อปคอร์นให้กีกวังกินด้วยล่ะ”

เขาบอกผมที่มีป๊อบคอร์นถังใหญ่วางไว้บนตัก ผมก็ไม่ได้คิดจะครองไว้กินคนเดียวซะหน่อย

“อะ . .หิวก็จกกิน น”

บอกคนซ้ายมือไม่ทันจบก็โดนมือฮยอนซึงฟาดเข้าที่แขน นี่มันอะไรกันครับพูดเล่นพูดล้อก็ไม่ได้เหรอ อะไรจะประคบประหงมกันขนาดนั้นแบบนี้มันสองมาตรฐานชัดๆ

พอหนังเริ่มฉายทุกคน??ก็อยู่ในความสงบ หนังรักสุดโรแมนติกที่ผมร่ำร้องอยากจะมาดูนี่ล่ะที่เป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุดกับการมาเดทแบบเราสามคน. .แต่ตอนนี้ผมไม่ไหวแล้วครับ เจอฉากเลิฟซีนเรื่องนี้เข้าไปอะไรจะดุเดือดปานนั้นใครว่าหนังเรื่องนี้มันไม่จำกัดเรทคนดูครับ อย่างนี้เยาวชนของชาติเข้ามาดูได้ใจแตกหมดกันพอดี ผมที่หน้าหนาวๆร้อนๆจึงเบี่ยงความสนใจหันมาจิบโค้กข้างตัวแทนแต่ก็โดนหัวใครบางคนพุ่งเข้าชนหัวผมเข้า มีปัญหาอะไรครับเจ้าเด็กใหม่

“อะ ของนายกินซะสิ”

ผมส่งแก้วโค้กให้เขาที่บ่ายเบี่ยงกลับมาดันให้ผมกิน จะรักษามารยาทไปไหนครับตะกี้ยังเอาหัวพุ่งใส่จะกินน้ำอยู่เลย

“กินไปเถอะน่า เร็วเข้า ฉันได้กินมั่ง”

ยื่นหลอดเอามาจ่อปากอีกฝ่ายที่ก้มหน้าก้มตายอมกินแต่โดยดี เหมือนให้อาหารนกเลยครับ มันน่ารักดี. .เอ่อ ผมหมายถึงน่ารักในฐานะนกนะครับ ไม่ใช่ฐานะเดียวกับฮยอนซึง

“. .ขอบคุณครับ”

เจ้าลูกนกกีกวังบอกหลังจากกินโค้กที่ผมป้อนเสร็จ มันน่าเอ็นดูจนผมอยากจะลูบหัวมันเล่นซักสองทีจริงๆเลย เมื่อผมกินโค้กต่อและกลับไปสนใจดูหนังที่ฉากเลิฟซีนเริ่มทุเลาความรุนแรง ผมก็รู้สึกถึงสายตาที่มองมาทางผม พอหันไปดูก็พบว่าคนสองคนที่อยู่ทางขวามือส่งยิ้มกว้างมาให้ มันมีอะไรน่าพอใจตรงไหนครับรึว่ากำลังประทับใจฉากเลิฟซีนกันอยู่

 

 

 

 

 

 

 

“แป๊บนึงนะ เดี๋ยวมา”

ผมบอกทุกคนหลังจากดูหนังเสร็จเพราะผมกำลังจะไปปฏิบัติตามธรรมเนียมคือออกจากโรงหนังมันต้องต่อด้วยการไปเข้าห้องน้ำ หลังจากปล่อยโค้กแก้วใหญ่ที่กินมาใส่โถเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาเจอคนสามคนที่กำลังยืนคุยกันหน้าห้องน้ำอย่างออกรส

“เป็นไงกีกวัง เมื่อกี้มีป้อนโค้กกันด้วยนี่”

ฮยอนซึงถามพลางจับไหล่อีกฝ่ายใบหน้าดูหยอกเย้าในขณะที่คนถูกถามก็เอามือเช็ดหน้า ถูจมูกไปมาดูเขินอาย

“อ่า. .ไม่คิดจริงๆว่า ไอ้จุนฮยองมันจะไวไฟเป็นกับเขาเหมือนกัน ฮยอนซึงคิดถูกจริงๆที่พากีกวังมาวันนี้”

“ไม่หรอกครับ ผมต้องขอบคุณฮยอนซึงมากกว่าที่พาผมมา”

“ไม่เอาน่า มันก็ดีด้วยกันทุกฝ่ายน่ะแหละ ฉันว่าหมอนั่นก็ดูจะพอใจกีกวังเหมือนกันว่างั้นไหมฮยอนซึง”

“อย่าพูดอย่างนั้นซิครับ เขาไม่ได้คิดอะไรกับผมหรอก เขาแค่. . .”

“โดนเพื่อนหาวิธีเขี่ยเขาทิ้งไปไกลๆเท่านั้นเอง”

ผมเสริมประโยคที่เหลือต่อไปให้กีกวัง  หลังจากฟังรูปแบบการสนทนาของพวกเขาทั้งสามคนก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ที่พวกเขาพากีกวังมาก็เพื่อที่จะหาคนแยกผมออกจากพวกเขาสองคนเท่านั้นเอง อยากมีกันแค่สองคนถึงขนาดเห็นผมเป็นส่วนเกินเลยรึไง

“จุนฮยอง”ฮยอนซึงที่มีสีหน้าตกใจไม่ต่างจากทุกคนเรียก

“มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดเลยนะ ไม่มีใครเขี่ยนาย ฉันแค่คิดว่ามันคงดีกับตัวนายมากกว่า”

“ที่ทิ้งฉันไปเลือกดูจุน แล้วยังหาคนมาดันฉันออกไปจากนายงั้นเหรอ” พูดตอบกลับ อย่างไม่อยากจะเชื่อหูว่าฮยอนซึงจะทำกับผมอย่างนี้

“ไอ้บ้า ไม่มีใครทิ้งมึงซักหน่อย มึงก็รู้ดี ทุกวันนี้กูยังคิดว่ากูคบอยู่กับมึงเลยนะ”

ดูจุนตอบคิดว่าจะตลก  แต่ในสถานการณ์นี้เขาคาดหวังว่าใครจะหัวเราะกันครับ

“คือ จุนฮยองครับเป็นเพราะผม. .”

“ไม่เกี่ยวกับนาย”

ผมตวาดกีกวังที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องอีก ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของพวกผมสามคนเท่านั้น

“พูดดีๆซิ” ฮยอนซึงปรามผม

“ก็มันไม่เกี่ยวจริงๆนี่ พวกนายสอง. .”

“จะไม่เกี่ยวได้ไง กีกวังเขาชอบนายแท้ๆ พูดไม่เห็นใจคนอื่นอย่างนี้ มันใช้ได้ที่ไหน”

ยังวกกลับมาเรื่องกีกวังไม่ยอมให้ผมพูดปัญหาตรงหน้าต่อ แต่เดี๋ยวก่อนซิ เมื่อกี้ฮยอนซึงบอกว่าใครชอบใครนะครับ. .บอกว่าไอ้ตัวเล็กที่ยืนหน้าเสียอยู่นี่. .ชอบ. .ผมงั้นเหรอ

“. .ตลกแล้ว” ผมบอก นี่คงเป็นแผนการให้ผมลืมเขาแล้วแยกตัวออกไปของฮยอนซึงอีกน่ะซิ แต่ถึงจะไม่ใช่ยังไงผมก็ไม่สน

“คนเขาชอบนายมันตลกตรงไหนหะ”

“ทีฉันชอบนาย พวกนายยังกล้าสร้างเรื่องตลกเอาใครก็ไม่รู้มาแยกฉันออกไปได้เลย”

“จุนฮยอง. . .”

“นี่ นายชอบฉันได้ไง นายเคยคุยกันฉันเหรอ นายรู้จักฉันเหรอ ”

ผมเดินไปหาร่างเล็กตรงหน้าไม่สนเสียงดุของฮยอนซึง มันคงเป็นตลกไร้สาระเกินไปแล้ว ตัวผมที่รู้จักกับฮยอนซึงและชอบเขามาสี่ปีเขายังไม่สนใจผมเลย แต่คนตรงหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันเลยด้วยซ้ำแล้วจะมาบอกว่าชอบผมง่ายๆมันไร้สาระชัดๆ

“ไอ้บ้า ทำตัวดีๆซิวะ” ดูจุนว่า วันนี้จะมีคนสั่งให้ผมทำตัวดีซักกี่รอบกัน

“ตอนนี้ฉันกำลังคุยกับหมอนี่อยู่อย่างที่พวกนายต้องการแล้วไง อย่ามายุ่ง. . .ว่าไง นายรู้จักฉันเหรอ ฉันไม่รู้จักนาย แล้วก็ไม่ได้คิดว่านายจะมารู้จักอะไรฉัน มาบอกว่าชอบไม่คิดว่ามันไร้สาระไปหน่อยรึไง”

ตอกย้ำอีกฝ่ายกับเรื่องไม่เข้าท่านี้

“. .จุนฮยองน่ะ. . ถ้าอยู่กับคุณดูจุนแค่สองคน จุนฮยองชอบไหม??”

ร่างเล็กที่เพิ่งแสดงสีหน้าไม่สู้ดี อยู่ อยู่ก็จ้องตาผมเขม็งถามประโยคที่ไม่เข้ากับการสนทนาของผมขึ้น ทำไมผมต้องตอบคำถามและทำไมผมต้องอยากอยู่กับดูจุนสองคนด้วย

“ถ้าอยู่กับฮยอนซึงแค่สองคนจุนฮยองชอบมากกว่ารึเปล่า??” ยังคงตั้งคำถามต่อ

“ผมไม่อยากให้คนที่แยกไม่ออกว่าชอบฮยอนซึงจริงๆหรือว่าแค่ติดเพื่อนมาว่าหรอกนะ”

พูดกับผมอย่างไม่หลบสายตาเลยซักนิด จนผมรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอกับคำพูดและสายตาอีกฝ่าย

ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้อยู่กับฮยอนซึง และอาจจะมากกว่าตอนอยู่กับดูจุนเล็กน้อยเพราะว่าหน้าฮยอนซึงดูแล้วชวนให้เพลิดเพลินกว่า แต่เวลาที่ผมชอบมากที่สุดคือตอนที่พวกเราสามคนอยู่ด้วยกัน ถ้าผมจะคิดว่าเรามีรูปแบบความรักแบบสามคนรักกันผมผิดเหรอ

“วันนี้ผมรบกวนมามากแล้ว ต้องขอโทษจริงๆ ผมไปก่อนนะครับ”

หันไปบอกทุกคนแล้วเร่งฝีเท้าเดินออกไป ปล่อยให้ผมยืนอึดอัดกับสิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้ให้คิด

 

 

 

.....................................

 

....

 

.

 

 

“มาได้ไงเนี่ย”

ฮยอนซึงที่อยู่ในชุดเสื้อคลุมสีขาวตัวยาวและแว่นตากรอบใสขนาดใหญ่เดินเข้ามาทักผมที่มาหาเขาถึงห้องแล๊บชมรมวิทยาศาสตร์

“ก็มาหานายนั่นแหละ กำลังทำอะไรอยู่ล่ะวันนี้ดูคนน้อยๆนะ”

ผมบอกมองออกไปทั่วห้องอย่างไม่มีความหมาย. . .จริงๆนะครับ

“มาหาฉัน แล้วตามองหาอะไรอยู่” ถามผมด้วยแววตาจ้องจับผิด

“โอ๊ะ ดูนี่ซิ เครื่องนี้ฉันรู้จัก เอาไว้ผ่าแยกร่างเรากับจิตวิญญาณออกจากกันใช่ไหม”

ชี้ชวนอีกฝ่ายให้มาดูเครื่องมือที่เป็นท่อกลมยาวใสๆเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว

“มันมีของพรรค์นั้นซะที่ไหนล่ะ อ๊ะ กีกวังมานี่หน่อยมีคนสนใจเจ้าเครื่องตกผลึกนี่แหละ”

รู้สึกใจมันวูบขึ้นมาเลยครับเมื่อจู่ จู่ฮยอนซึงก็โบกมือเรียกชื่อใครบางคนโดยที่ผมยังไม่ทันตั้งตัว และใครบางคนที่อยู่ในชุดทำแล๊บเช่นเดียวกับฮยอนซึงก็เดินเข้ามาหาอย่างงง งง พอเหลือบมาเจอหน้าผมก็กลับยังทำสีหน้าปกติใส่ ทั้งที่ผมยืนหน้าเหวออยู่

“สนใจเจ้านี่เหรอครับ”

ถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่าเมื่อสองวันก่อนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตกลงหมอนี่เขาได้ชอบผมจริงๆรึเปล่าครับ หรือว่าฮยอนซึงเข้าใจอะไรผิด

“. .เปล่าหรอกจะมาชวนฮยอนซึงไปดูคอนเสริต”

ตอบอีกฝ่ายที่พยักหน้าเข้าใจแล้วตั้งท่าจะเดินออกไปทำแล๊บต่อ จะรีบไปไหนของเขาครับเข้าใจอะไรง่ายไปหน่อยรึเปล่า

“คอนเสริตตอนไหน ตอนเนี้ยเหรอ”ฮยอนซึงถามพลางคว้าแขนเพื่อนตัวเองไว้ไม่ให้เดินออกไป

“เปล่า คืนวันศุกร์น่ะ”

“เอ๊. .อีกตั้งสามวันไม่ใช่เหรอ ทำไมรีบมาชวนถึงที่นี่ ”

อมยิ้มถามส่งสายตาเจ้าเล่ห์จับผิดมาให้ อย่ามาส่งสายตาเหมือนกับว่าผมมาหาเขาถึงชมรมที่เขาทำเฉพาะวันพุธเพราะอยากให้เขาชวนใครบางคนที่อยู่ที่นี่ไปดูคอนเสริตด้วยเชียวนะครับ ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆสาบานต่อหน้าเครื่องผ่าแยกจิตวิญญาณนี่เลยซิ

“กีกวัง” ฮยอนซึงเรียกเพื่อนคงเตรียมชวนไปเที่ยวด้วย

“ทำแล๊บถึงไหนแล้ว”

อ้าว ทำไมทำตัวไร้มารยาทอย่างนี้ล่ะครับฮยอนซึงปกติมันต้องชวนไม่ใช่เหรอ ถึงจะถามตามมารยาทก็เถอะ แล้วนั่นเมื่อไหร่จะหยุดยิ้มซักทีมันมีอะไรน่าสนุกหนักหนาครับจาง ฮยอนซึง

“ก็ ยังอยู่อีกเยอะเลย”

“เหรอ วันศุกร์ไปดูคอนเสริตกันไหม” พูดไม่ได้เข้ากับคำตอบซักนิดเป็นรูปแบบการชวนคุยที่เอาแต่ใจ แต่ก็เป็นคำพูดที่ดีครับ

“เอ่อ. .คงไม่”

กีกวังพูดตั้งท่าเตรียมตัวปฏิเสธจนผมใจหวิว มองหน้าผมแล้วอยากปฏิเสธอย่างนั้นเหรอครับ

“ทำไม กลัวจุนฮยองว่าเอาอีกเหรอ เอาไง จุนฮยองอยากให้กีกวังไปด้วยไหม”

แล้วมาถามผมอะไรอย่างนั้นครับ อย่างน้อยก็น่าจะถามว่ากีกวังไปด้วยได้รึเปล่าอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ถามว่าผมอยากให้เขาไปด้วยไหม คำถามนี้มันล่อแหลมเกินไปนะครับ

“ว่าไง”

“ไปกันสี่คนฉันก็ไม่ได้รังเกียจอะไรหรอก” ผมตอบเมื่อมันสมองอันปราดเปรื่องคิดคำตอบสุดเซฟได้

“แปลว่าเขาอยากให้นายไป งั้นตกลงวันศุกร์ไปนะ”

จะมาแปลคำพูดสุดเซฟของผมให้กลับมาล่อแหลมอีกทำไมครับ อยากจะเถียงขัดแต่เมื่อเห็นกีกวังพยักหน้าตอบว่าจะไป ผมก็เลยได้คำตอบที่น่าพอใจ. .เอ่อ ผมหมายถึง มันก็พอรับได้ถ้าต่อจากนี้ไปเราจะเปลี่ยนจากแพคเกจสามมาเป็นแพคเกจสี่ และขอระบุหมายเหตุไว้เลยนะครับเผื่อมีคนเข้าใจผิด ผมแค่เปลี่ยนโปรโมชั่นเป็นซื้อสามแถมหนึ่งนะครับ ไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษกับหมอนั่นอย่างที่หลายๆคนอยากให้มันเป็นหรือเข้าใจผิดคิดว่าผมกำลังเป็น. . . . .จริงๆนะครับ

 

 

 

 

 

 

1 เดือนก่อน

“หวา. . .ถอยหน่อยครับ ถอยหน่อย”

ผมร้องบอกทุกคนที่เดินผ่านเพราะผมตอนนี้กำลังแบกเครื่องตกผลึกตัวแรกของชมรมที่หนักเหมือนเด็กน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมาตั้งไว้ที่ชมรมวิทยาศาสตร์

“ถอยหน่อยครับ ช่วยถอยหน่อยเถอะ ขอร้องล่ะ จะไม่ไหวแล้ว”

ผมร้องบอกคนที่มายืนขวางทางหน้าทางเข้าชมรมทั้งที่อีกไม่ถึงสิบเมตรก็จะส่งเจ้าหนูนี่ไปวางอย่างปลอดภัยแล้วแท้ๆ กลับต้องมาอยู่ในสภาพหมิ่นเหม่ จะหลุดมือแหล่ ไม่หลุดแหล่

“ไอ้พวกแล้งน้ำใจเอ๊ยย”

คนที่ยืนขวางทางผมจนเครื่องเกือบหลุดจากมือยังมีหน้ามาสบถ แต่แล้วโดยไม่คาดคิดเขากลับเข้ามายกเจ้าหนูนี่ออกจากอกผมที่ยืนงงไป

“วางไว้ไหนล่ะ”

เขาถาม ผมซึ่งงงไปชั่วครู่เพราะไม่คิดว่าเขาจะช่วยหลังจากหายงงจึงพาเขาเข้ามาในชมรมมองหาที่ตั้ง เมื่อส่งเจ้าหนูมาวางในที่ที่ปลอดภัยแล้ว ผมที่ซึ้งในน้ำใจจึงคิดอยากจะขอบคุณอีกฝ่าย แต่ว่า. .

“ฮยอนซึงไปกินไอติมกัน”

ครับ แต่ว่าอีกฝ่ายวิ่งตัวปลิวไปหาฮยอนซึงไม่รอรับคำขอบคุณใดๆจากผมซะแล้ว คนคนนี้เขาเป็นอะไรกับฮยอนซึง แฟนงั้นเหรอ  แต่ว่าแฟนฮยอนซึงคือคุณดูจุนนี่นาเขาเคยมาครั้งนึงผมจำได้

“วันนี้ก็ล่อมาเต็มยศอีกแล้วนะกีกวัง จะไปตะลุยอวกาศที่ไหน”

ดงอุนแซวผมทุกครั้งที่ผมอยู่ในชุดทำแล๊บเต็มรูปแบบคือเสื้อคลุม แว่นตากันสารเคมี ผ้าปิดจมูก และถุงมือยาง ผมผิดตรงไหนครับที่ผมขอปลอดภัยไว้ก่อน  ทั้งที่ทุกทีผมคิดอย่างนี้แต่ทำไมตอนนี้ผมกลับรู้สึกเสียใจเล็กน้อยกับการแต่งเต็มยศของตัวเองครับเมื่อมองไปยังคนที่กำลังยิ้มหน้าชื่นอยู่กับฮยอนซึง

 

edit @ 4 Mar 2012 23:25:05 by ~ Park Jay ~ PaPa

[Fic] Perplex [INTRO] ~ Yoon x Jay

posted on 17 Apr 2010 11:33 by wljaebeomg
Title : Perplex [INTRO]
Author : Park G-sa-ring
Pairing : Yoon x Jay
Rate : PG 13
Author Note : ฟิคยูนหมวยมาอีกแล้วค่ะ ช่วงนี้แลจิลั๊นลา มานั่งแต่งฟิค. .รึจิเป็นพิษยูนเจย์แอทแทค
อ่านกันโล้ด

PS. รักบ้าน รักเมีย รักกิ๊กเมีย รักลูก รักลูกเขยมากกกก



user posted image
user posted image

no girl will ever get the same effect on me… ya feel me…
ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ทำให้ฉันรู้สึกอย่างนี้เหมือนที่นายทำให้ฉันรู้สึก. . .นายเข้าใจฉันไหม. .








.



.



“กินเลอะ กินเทอะ กินเปรอะ กินเปื้อน. .หันหน้ามานี่ซิ”




ผมบ่นเพื่อนตัวเล็กอย่างนี้เป็นรอบที่แปดภายในเวลาเพียงห้านาทีตั้งแต่เริ่มลงมือกินอาหารกัน ก็จะไม่ให้บ่นได้ไงครับ ดูเขากินซิ กินอย่างนี้ไม่เอาหน้าจุ่มลงไปในจานซะเลยล่ะ



“แหนะ บอกว่าให้หันหน้ามา”



ผมเรียกซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงดื่มด่ำกับอาหารในจานของตัวเองต่อไป ไม่รับรู้ไม่สนใจในสิ่งที่ผมกำลังบ่นอยู่



“ขี้บ่น. .กิน กินไปเถอะน่า ไม่อยากกินแล้วรึไง เนี่ย. .”



เพื่อนตัวเล็กบอกพลางเอาช้อนส้อมที่เปรอะเปื้อนไปด้วยซอสสปาเก็ตตี้ของตัวเองเคาะไปมาที่จานของผม จนซอสของเขาเลอะปนอาหารของผมไปด้วย. .มารยาทบนโต๊ะอาหารเป็นเลิศจริงๆ เจย์ ปาร์ค



“ถ้ามีคนอึอยู่ตรงหน้า นายจะกินลงรึไง มานี่ ปากอย่างกะตูดเลย”



ผมว่า คว้าคอคนตรงหน้ามาล๊อคไม่ให้หนีไปไหนและเอาผ้าเช็ดปากมาเช็ดปากที่เลอะซอสจนไหลย้อยถึงคาง ดูแล้วอย่างกับก้นเปื้อนอึไม่มีผิด โดยอีกฝ่ายก็ดิ้นรนขัดขืนเอามือตะปบตีป้าบๆที่แขนผมไปมา




“อื๊อออ ปล่อย ยังกินไม่อิ่มเลย ยูนบ้า มายุ่งอะไรกับปากคนอื่น”




“ปากคนอื่นที่ไหน ปากนายชัดๆ ดีๆซิ”



“ยัง อื๊ออ ยังไงก็ปากฉัน ไม่ใช่ปากนาย. .ปล่อย. .”



เพื่อนตัวเล็กทำหน้ายุ่งและยังไม่หยุดดิ้นรนขัดขืน แค่อยู่เฉยๆให้ผมเช็ดปากให้มันยากตรงไหนหะ



“ปากนายก็เหมือนปากฉันแหละน่า อยู่เฉยๆซิ”



ผมบอกอีกฝ่าย ที่ดิ้นซะยิ่งกว่าลิงไขลานแต่แล้วอยู่ๆก็ชะงักกึกราวกับถ่านหลุดจากตัวซะดื้อๆ



“. .บ. . . .บ้า . .ไม่เหมือนกันสักหน่อย ปากใครก็ปากคนนั้นซิ”



ร่างเล็กที่หยุดดิ้นก้มหน้าก้มตางึมงำเบาๆ ด้วยใบหูที่แดงจัด เขาเป็นไรขึ้นมาครับ ทำหน้าอย่างกับคนเป็นความดันต่ำ



“อยู่เฉยๆได้ซักที”



ผมคว้าคอให้หันหน้ามาใกล้ๆ เพื่อเช็ดก้นที่เปื้อนอึของเขาได้ถนัดๆ แต่จะว่าไป. .



“ปากนายนี่แดงชะมัด แดงยิ่งกว่าปากผู้หญิงอีก ถามจริง แอบเอาลิปสติกแม่มาทาปะเนี่ย”



พูดพลางเช็ดปากแดงๆของอีกฝ่ายไปด้วย



“บ. .บ้า มันก็เป็นงี้มาตั้งนานละ. .แล้วมันก็ไม่ได้แดงอะไรสักหน่อย สปาเก็ตตี้นี่มันเผ็ดตะหากล่ะ”



“เหรอ. .สงสัยปากนายอมสปาเก็ตตี้ไว้ตลอดเวลาเนาะ ถึงได้แดงอย่างนี้ จะว่าไป นายเวลาไม่กินอึก็น่ารักกว่า
เด็กผู้หญิงอีก ว่างั้นปะ”



ผมบอกตามความเป็นจริง แต่ดูเหมือนไปกระตุ้นต่อมตะแบงของเพื่อนตัวเล็กรึไงไม่ทราบ เขาถึงได้. .



“บ้า. . ใครกินอึ ใครน่ารักกว่าเด็กผู้หญิง ไม่มีสักหน่อย”



เพื่อนตัวเล็กดันตัวออกมาเถียงอึกอัก แล้วก้มหน้าก้มตากระซวกสปาร์เก็ตตี้อย่างร้อนแรงจนปากยิ่งดูเหมือนเปื้อนอึของคนท้องเสียมากกว่าเก่า จะตะแบงไปไหนครับ ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ



“กินเบาๆหน่อยซิ อายคนอื่นเขา”



ผมบ่น เพื่อนตัวน้อยที่ไม่แคร์มารยาทอะไรแม้อยู่ในที่สาธารณะ



“ อิน อั้ย อุ๊ม อ่า อ้าง. .อิน อั้ย อ๊าย แอ๋น”



อีกฝ่ายพูดอู้อี้เต็มปากจนจับใจความไม่ได้ว่าพูดอะไร



“หะ”



“อื้อ อะฮึ่ม. .กินให้คุ้มค่าจ้าง กินให้หาย. .เอ่อ . .อะ ฮึ่ม เอาแบบนี้อีกจานครับ



พูดยังไม่ทันรู้เรื่อง เพื่อนตัวน้อยก็ตะโกนขอเพิ่มซะแล้วครับ คนรึมนุษย์กระเพาะเนี่ย ดูแล้วคงจะกินให้คุ้มค่าจ้างที่ผมไหว้วานให้ไปหลีสาวมาจริงๆครับ



“กินแบบนี้ สั่งกลับบ้านด้วยซะเลยดีมะ”



ผมพูดประชดใส่ แต่ว่า. .



“ดี. .งั้นเอาแบบนี้อีก. . .สาม ไม่ซิสี่ เผื่อพิทรี่ด้วย. .เอาแบบนี้พิเศษอีกสี่ เอากลับบ้านนะครับ



เพื่อนตัวน้อยตะโกนชูนิ้วมือหลาสี่นิ้ว เจตนาพาซื่อใช่ไหมเนี่ย จะบอกว่าน่ารักรึน่าเตะให้กลิ้งไปอยู่ใต้โต๊ะดีครับอาการอย่างนี้ของเขา ยังไม่ทันที่ผมจะบ่นอะไรต่อเสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้นซะก่อน ‘ลิซ่า’ สาวที่ผมเพิ่งใช้ให้เจย์ไปหลีมาได้นั่นเอง





“ฮัลโหล ว่าไงคะ”





ผมพูดกรอกปลายสายโดยมีลูกลิงที่นั่งฝั่งตรงข้ามนั่งกรอกตาใส่



‘ยูน ที่นัดกันวันนี้ เปลี่ยนเวลาเป็นตอนบ่ายสามได้ไหม พอดีตอนหกโมงเย็นไม่ว่างน่ะ’



เสียงปลายสายบอก ผมจึงยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา ปรากฏว่าตอนนี้ บ่ายสองสี่สิบ. . .อื้ม. .ห้า. . .เอ่อ. .เจริญพรมากแม่คู้ณณณ ไม่ต้องพูดว่าเปลี่ยนเวลานัดก็ได้นะ บอกว่าช่วยถ่อสังขารมาเดี๋ยวนี้เลยง่ายกว่า



“อ้อ. .โอเค ได้ค่ะ ได้. .เดี๋ยวไปรับนะ แค่นี้นะคะ”



ผมบอกและวางสาย ในขณะที่ลูกลิงปากเปรอะซึ่งกำลังเงี่ยหูตั้งใจฟังสุดฤทธิ์ทำหน้ายุ่งใส่



“ไปก่อนนะ” ผมบอก



“ไปไหน ยังกินไม่อิ่มเลย อาหารก็ยังไม่ได้”



ลูกลิงปากเบ้ทำหน้ายุ่ง บ่นถึงอาหารที่เขาสั่งเผื่อแพร่ไปถึงครอบครัวและสัตว์เลี้ยง



“อ้อ. .อะนี่ . .ไปก่อนนะ กินให้อิ่มล่ะ”



ผมวางเงินค่าจ้าง. .เอ่อ. .ค่าอาหารไว้บนโต๊ะ และลูบหัวเพื่อนตัวเล็กที่สะบัดหัวหงุดหงิดไม่ยอมให้จับไปด้วย






“ไปแล้วน้า. .เดี๋ยวกลับมาเล่าให้ฟัง”






ผมตะโกนบอก โบกมือลาก่อนรีบออกไป นัดครั้งแรกขืนไปสายเดี๋ยวสาวจะไม่ประทับใจเอาซิครับ






......................................


........................


.............


..


.








“เจย์. .เจย์”







ผมเคาะประตูห้องเจ้าของชื่อที่ผมเรียกอยู่หลังจากเพิ่งผ่านการเดทกับสาวมาสดๆร้อนๆ . .ตามสัญญาไงครับ ต้องรีบเก็บรายละเอียดมาเล่าให้ฟังว่าการเดทเป็นไงบ้าง แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่ผมเรียกครับ



“เจย์. .เฮ้ ทำไรอยู่ อึเหรอ??”



ผมตะโกนถาม เคาะประตูห้องรัวอีกครั้ง แต่ก็ยังเงียบอยู่




“เข้าไปละนะ”




บอก แล้วเปิดประตูห้องเข้าไปมองหาอีกฝ่าย แล้วสายตาก็ไปเจอก้อนกลมๆที่พื้น รึก็คือลูกลิงตัวเล็กกำลังนอนตะแคงหลับอยู่ มานอนอะไรที่พื้นเนี่ย




“เจย์. .หลับแล้วเหรอ มานอนอะไรตรงนี้ ”



ผมเข้าไปนั่งยอง ยองใกล้ๆ เอามือจิ้มไปสะกิดที่ไหล่อีกฝ่ายที่นอนแน่นิ่ง ทั้งที่มือยังกำดินสอค้างไว้ และมีกระดาษกระจายอยู่เต็มห้อง สงสัยจะแต่งเพลงอยู่เลยเผลองีบ



“ไอ้ลูกลิงขี้เซาเอ๊ยย”



ผมบ่นงึมงำประคองตัวอีกฝ่ายขึ้นมาอุ้มและพาไปนอนบนที่นอน ได้อย่างสบาย เพราะอีกฝ่ายตัวเบาเหมือนลิง. .แล้วทีนี้เอาไงต่อ มาเพราะมีเรื่องจะเม้าท์ด้วยนะเนี่ย หลับทิ้งกันซะดื้อๆ แล้วผมจะทำอะไร ขณะที่ผมนั่งแกว่งขาอยู่บนเตียงไปมา สายตาก็มองกลับไปยังกองกระดาษที่เขาทิ้งเรี่ยราดอีกครั้ง. .แต่งเพลงไปถึงไหนแล้วหว่า ด้วยความมีมารยาท และไม่เคยขาดการอบรม ผมจึงเดินไปหยิบกระดาษที่เขาวางกระจายไว้มานั่งอ่านอย่างไม่ต้องคิดขออนุญาติเจ้าของ









ผมไล่อ่านท่อนแรพที่เขาแต่งไปเรื่อยอย่างไม่รู้สึกผิดอะไรประดุจว่าเป็นขอของเราเอง. . แต่เขาไปอารมณ์เสียรึโกรธใครมาหว่า ถึงได้แรพซะแช่งชักหักกระดูกชาวบ้านเนี่ย. .. .สายตาผมไล่อ่านต่อไป จนมาหยุดตรงประโยคที่ว่า. .



‘I Hate Yoon’



อื้อออออ. .ชัดเลยครับ กำลังแช่งชักตูอยุ่นี่หว่า เขามาโกรธอะไรผมครับ. .ผมโยนกระดาษแผ่นเดิมทิ้งแล้วหยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาดูอีก ก็ยังอุตส่าห์เจอแต่คำว่า



I Hate Yoon



I Hate Yoon



I Hate Yoon



I Hate Yoon



I Hate Yoon



I Hate Yoon



I Hate Yoon





เต็มไปหมด เขากำลังเล่นของอยู่รึไงครับ ว่าแล้วก็นึกอยากลุกไปเตะให้กลิ้งตกเตียงสักป้าบ แต่ข่มใจเอาไว้ซะก่อน แล้วจึงไปหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมาดูอีก แต่คำว่า ‘I Hate Yoon’ ยังเต็มหน้ากระดาษเหมือนเคยครับ ชักจะฉุนแล้วนะเนี่ย มาโกรธมาเกลียดกันเรื่องอะไร คอยดูนะ ถ้าแผ่นหน้ายังไม่เลิกเขียนว่าอีก จะอุ้มกลับมานอนพื้นเย็นๆอีกคอยดู


แต่ดูเหมือนว่าดวงเขาจะไม่ถึงคาดครับ เพราะกระดาษแผ่นนี้เขียนอะไรก็ไม่รู้ ขีดค่าเละเทะไปหมด แต่เมื่อเพ่งมองดีๆกลับมีลายมือไก่เขี่ยเล็กๆเขียนที่มุมกระดาษว่า



‘I Love Yoon’


edit @ 25 Apr 2010 20:29:49 by ~ Park Jay ~ PaPa

[Fic 2PM] Paradise Kids ~ Khun Jay

posted on 29 Dec 2009 20:39 by wljaebeomg
Title : Paradise Kids
Author : Park G-sa-ring
Pairing : Khun x Jay
Rate : PG 13
Author Note : ไรเตอร์เป็นโลลิค่อนรึเปล่าคะ ถึงได้ชอบแต่งลูกหมวยเบบี๊อย่างหนัก ทำนองว่าอยากจะจับมาฟัดซะเอง -,.-
รักเมียยุ้ย ลูกสาวยุ้ย ทุกๆปี












“คุณนี่ คุณนี่อยู่ไหม. .คุณนี่”






เสียงเพื่อนบ้านตัวเล็ก เด็กประถมสามตะโกนร้องเรียกผมอยู่หน้าบ้านหลังเวลาเลิกเรียนเหมือนทุกวัน และทุกวันอีกเช่นกันที่เขาพุ่งตัวเข้ามาในบ้านทันทีโดยไม่รอเสียงตอบรับว่าคนที่เขาเรียกหาอยู่นั้นจะอยู่รึไม่



“อยู่นี่เอง. . ปาร์ค เจย์มีอะไรจะเล่าให้ฟังด้วยแหละ”



เพื่อนบ้านตัวเล็กซึ่งบุกเข้ามาในบ้านผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วิ่งเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าผมซึ่งกำลังนั่งดูทีวีอยู่ด้วยสีหน้าดีใจ เขาดีใจอะไรของเขานักหนากันครับ



“มีอะไร หน้าบานมาเชียว”



ผมถามเขาซึ่งยืนยิ้มหน้าบานตาหยีอยู่เบื้องหน้าและบิดไปบิดมาอีกสักพัก แล้วตกลงวันนี้ผมจะรู้กับเขาไหมเนี่ยว่าดีใจเรื่องอะไร



“วันนี้. .ปาร์ค เจย์. .ปาร์ค เจย์ มีข่าวดีมาเล่าให้ฟัง ตั้งสองเรื่องแหนะ”



เพื่อนบ้านตัวเล็กซึ่งยืนบิดตัวเป็นเลขแปดไปมาอยู่ครู่ใหญ่พูดออกมาในที่สุด พร้อมพยายามทำตาโตเท่าที่พอจะทำได้และชูนิ้วมือขึ้นมาสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์ลิโพด้วยสีหน้าตื่นเต้น



“อ่า. .หะ”



ผมทำเสียงตอบรับอยู่ในลำคอและพยายามทำสีหน้าตื่นเต้นตามให้มากที่สุดเท่าที่พอจะเป็นไปได้ ข่าวดี’ตั้ง’ สองเรื่องของเขาผมควรจะแสดงอาการตื่นเต้นมากแค่ไหนกันนะ



“คุณนี่อยากฟังเรื่องไหนก่อนดี เรื่องแรกรึเรื่องที่สอง”



เพื่อนบ้านตัวเล็กเปิดโอกาสให้ผมเลือกเรื่องที่อยากจะรู้ก่อน. .แต่ว่า ขอโทษทีเถอะ เรื่องแรกกับเรื่องที่สองมันคืออะไร มันต่างกันตรงไหน ผมจะรู้ด้วยไหมหะ ผมจึงจำเป็นต้องแสดงท่าทางคิดใคร่ครวญอย่างหนักราวกับคนตัดสินใจไม่ถูกเพราะไม่ว่าเรื่องไหนมันก็ดูน่าสนใจเสียเต็มประดาไปหมดทั้งนั้น




“เรื่องแรกก็ได้”




ผมบอกเขาหลังจากคิดใคร่ครวญอะไรก็ไม่รู้อย่างหนัก แล้วจึงตัดสินใจได้ว่าควรจะถามเรื่องแรกก่อน และดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่เขาคงถูกใจ ถึงได้เกิดอาการยิ้มจนตาหยีหัวเราะคิกๆคักๆออกมาอีกครั้ง



“เอาเรื่องแรกนะ. .คือว่า. .ฮิฮิ วันนี้ที่ห้องปาร์ค เจย์มีวัดส่วนสูงกันด้วยล่ะ”



ร่างเล็กบอกและดูเหมือนจะไม่สามารถหุบยิ้มได้แล้วครับ ได้วัดส่วนสูงมันน่าดีใจขนาดนั้นเลยรึไงหะ เอาเป็นว่าผมจะพยายามทำหน้าว่ามันเป็นเรื่องน่าดีใจก็แล้วกันนะ ถึงวันนี้ห้องผมก็มีการวัดส่วนสูงเหมือนกันก็เถอะ



“แล้วทีนี้ คุณนี่รู้ไหมว่า ปาร์ค เจย์อะ. .สูง. .ขึ้น . .ตั้ง . . .”



ร่างเล็กพูดพลางกางมือแสดงนิ้วทั้งห้าออกมา โดยที่ปากก็พะงาบ พะงาบคำว่า ‘ห้า’. . ตาที่เมื่อครู่คิดว่าทำให้โตจนถึงขีดสุดแล้ว ตอนนี้กลับยิ่งดูโตขึ้นเข้าไปใหญ่. .ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าที่เขาตื่นเต้นดีใจขนาดนี้เพราะว่าเขาสูงขึ้นมาตั้งห้าเซนนี่เอง แต่แปลกแหะ ผมไม่ยักกะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงด้านความสูงของเขาซักเท่าไหร่



“โอ้วว เยอะนะเนี่ย”



ผมพยักหน้าตอบรับความสูงของอีกฝ่ายที่ตอนนี้ยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียมให้กับความสูงของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดีใจด้วยครับปาร์ค เจย์บอม



“เยอะใช่ไหมล่ะ ตั้งห้ามิลแหนะ ทีนี้ปาร์ค เจย์ก็สูงเป็นอันดับที่ยี่สิบแปดของห้องละ สูงกว่ามีโซกับอึนพาอีก”



ผมกระพริบตาถี่ๆขับไล่อาการมึนงงออกไปจากสมอง. .สูงขึ้นห้ามิลหรอกเหรอไม่ใช่ห้าเซน ห้ามิลยังดีใจขนาดนี้ถ้าห้าเซนมิต้องปิดซอยฉลองกันทั้งหมู่บ้านรึครับ ว่าแต่สูงเป็นอันดับที่ยี่สิบแปดของห้องมันคืออะไร มันน่าดีใจใช่ไหม และมีโซกับอึนพามันชื่อผู้หญิงไม่ใช่รึไง ถ้าให้ผมเดา ทั้งห้องคงมีสามสิบคนแน่นอน. .แต่ จะถามก็ไม่ได้ คนกำลังดีใจ ผมเลยได้แต่ยิ้มให้อย่างงงๆแทน




“ปาร์ค เจย์ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าหมู่นี้ใส่กางเกงแล้วมันดูเต่อ เต่อ นึกว่าคิดไปเอง ที่ไหนได้. .แหะ แหะ”




เพื่อนบ้านตัวเล็กของผมพูดพลางเกาท้ายทอยไปมาด้วยทีท่าเขินอายที่เพิ่งพึงระลึกได้ถึงความสูงของตัวเอง ผมละอยากจะรู้จริงว่าสูงขึ้นแค่ห้ามิลนี่มันทำให้รู้สึกว่ากางเกงมันสั้นลงได้ด้วยเหรอครับ แต่ก็เหมือนเคย ไม่ถามต่อดีกว่า



“แล้วอีกเรื่องล่ะ”



ผมรีบเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนาทันทีก่อนที่เราจะถลำลึกไปกับความสูงของเขามากกว่านี้ โดยที่ร่างเล็กซึ่งยังดูไม่ค่อยเต็มอิ่มกับการพูดคุยเรื่องความสูงของตัวเองขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มร่าออกมาอีกครั้ง



“อีกเรื่องหนึ่งน่ะเหรอ. . .คือว่า. . .อีกไม่กี่วันก็วันปีใหม่แล้วใช่ไหมล่ะ. .แล้ว. . .ห้องปาร์ค เจย์ก็มีแสดงละครเวทีกันด้วยแหละ”



ร่างเล็กบอกด้วยท่าทางเตรียมตัวภาคภูมิใจ ผมจึงต้องเตรียมตัวที่จะกระตือรือร้นตื่นเต้นไปพร้อมกับเขาด้วยเช่นกัน



“ปาร์ค เจย์ก็เล่นด้วย. .คุณนี่ต้องมาดูปาร์ค เจย์แสดงด้วยนะ”



ร่างเล็กซึ่งเปลี่ยนเป็นเอามือมาถูแก้มตัวเองไปมาช้าๆบอก ผมจึงพยักหน้ากลับไปให้. .ปาร์ค เจย์บอมแสดงละครเวที ผมก็ต้องมาดูอยู่แล้วซิ ว่าแต่. . .



“มาดูอยู่แล้ว ว่าแต่ เล่นเป็นอะไรล่ะ”



ผมถามร่างเล็กที่ดูจะดีใจกับคำตกลงของผมที่ว่าจะไปดูรึเปล่าไม่รู้ เพราะว่าขณะนี้มือที่ถือแก้มไปมาเมื่อครู่ยิ่งถูแก้มไปมาอย่างหนัก จนผมนึกกลัวจริงๆว่า ไฟมันจะลุกฮือติดแก้มเขาได้ ทำไมต้องถูแก้มด้วย ไม่เข้าใจจริงๆ



“หะ ปาร์ค เจย์น่ะเหรอ ปาร์ค เจย์เล่นเป็นมหาดเล็กคนที่หกล่ะ ว่าจะมาให้คุณนี่ช่วยซ้อมบทอยู่พอดีเลย”



เพื่อนบ้านร่างเล็กบอก และก็ทำให้ผมงงอยู่ไม่น้อยอีกเช่นกันว่าตกลงมหาดเล็กในเรื่องมันมีกี่คนครับ เขาถึงได้มาเล่นเป็นมหาดเล็กคนที่หกแบบนี้ แต่ก็อีกเหมือนเคย ผมไม่ถามอะไรต่อดีกว่า



“อ่าหะ เอาซิ ไหนบทล่ะ”



ผมบอกเขาที่รีบรนรานหาของในกระเป๋านักเรียนใบโตทันที แล้วซักพักก็คว้ากระดาษสีชมพูแผ่นจิ๋วออกมา




“ปาร์ค เจย์จดไว้แล้ว. .เดี๋ยวคุณนี่เล่นเป็นพระราชานะ คุณนี่ต้องพูดว่า ‘ชั่วช้าสามานยิ่งนัก ทหาร. .นำตัวมันไปประหาร!!’”




เพื่อนบ้านตัวเล็กบอกและทำให้ผมขมวดคิ้วให้อย่างงงๆว่านี่มันละครเวทีประเภทไหนกันแน่ แต่จำต้องเล่นให้อยู่ดี เอาวะ ประหารก็ประหาร




“โอเค ฟังนะ. .. . .. ชั่วช้าสามานยิ่งนักทหาร นำตัวมันไปประหาร”




ผมพูดต่อบทให้เพื่อนบ้านร่างเล็กฟัง แต่ดูเหมือนมันจะไปขัดใจอะไรเขาซักอย่าง คิ้วเขาถึงได้ขมวดชนกันขนาดนี้ ผมทำอะไรผิดครับ บอกให้ประหารก็ประหารให้แล้วไง



“ไม่ใช่คุณนี่ มันไม่ใช่แบบนี้ คุณนี่พูดคำว่าทหารเร็วไป แล้วก็ตรงประหาร คุณนี่ต้องทำเสียงดุๆแล้วก็ลากเสียงยาวๆด้วย คุณนี่อย่าลืมซิว่าคุณนี่เป็นพระราชานะ”



ร่างเล็กบอก ทำให้ผมล่ะงงเข้าไปใหญ่ว่าผมไปเป็นพระราชาตั้งแต่ชาติปางไหน แล้วนี่ผมแค่เป็นคนต่อบทนะ ไม่ได้ไปขึ้นแสดงจริงๆ ผมต้องตีบทแตกกระจายได้รางวัลออสก้าปานนั้นเชียว แต่เอาเหอะ. .พระราชาก็พระราชาฟระ



อะ หึ่ม อะหึ่ม







“ชั่วช้าสามานยิ่งนัก ทหาร นำตัวมันไปประหาร!!!!!!!”





ผมในร่างพระราชาบ้าเลือดตีบทจนแตกกระจายจนรู้สึกกระดากอายตัวเองแล้ว คราวนี้มันก็น่าจะได้เวลาที่มหาดเล็กคนที่หกจะมาสวมบทบาทชิงรางวัลต่อจากผมนี่นา แต่มหาดเล็กร่างเล็กคนที่หกคนนี้ยังยืนเงอะงะ จนผมต้องพยักเพยิดหน้าให้ไปหลายหนถึงจะรู้ตัว



“หะ ตาปาร์ค เจย์เหรอ ใช่ ใช่ ตาปาร์ค เจย์แล้วซินะ”



ร่างเล็กทำท่าเงอะงะ กางกระดาษสีชมพูที่อยู่ในมือออกมามือไม้สั่น ท่าทางดูตื่นเต้นอย่างหนัก ว่าแต่ บทมหาดเล็กคนที่หกนี่มันชวนให้นักแสดงเครียดขนาดนี้เชียวเหรอครับ



“. .ข. .ขอจงทรงไตร่ตรองด้วย”



ร่างเล็กในมาดมหาดเล็กคนที่หกพูดพลางทำท่าคุกเข่าลงกับพื้นให้พระราชาอย่างผมไตร่ตรอง แล้วพระราชาอย่างผมต้องไตร่ตรองอะไรต่อ ผมจึงรอมหาดเล็กคนที่หกชักนำบทต่อไป



“อ่า. .ปาร์ค เจย์ แสดงเป็นยังไงบ้าง”



ร่างเล็กซึ่งลุกยืนขึ้นมาปัดหัวเข่าซ้ายขวาเอ่ยถาม ผมจึงเลิกคิ้วขึ้นมาแสดงความงงงวยอีกครั้งว่ามันไม่มีบทอะไรจะพูดแล้วเหรอ พูดแค่นี้เนี่ยนะ ‘ขอจงทรงไตร่ตรองด้วย’ อย่างนี้ผมที่ติ๊ต่างเป็นพระราชาบ้าเลือดให้เขายังดูจะพูดเยอะกว่าอีกนะ



“ดี. .ดีแล้ว. .ไม่มีอะไรอีกเหรอ”



ผมถามเขาต่อโดยที่พยายามอย่างหนักที่จะไม่ถามว่าพูดประโยคเดียวจบแบบนี้ แล้วจะมาซ้อมจะมาจดบทไปทำไมหะ



“หมดแล้วล่ะ. .แต่ แต่ ดีแล้วจริงๆเหรอ ปาร์ค เจย์ไม่ค่อยมั่นใจนะ ตอนแสดงจริงๆต้องพูดพร้อมกันทั้งสิบคนด้วย”



ร่างเล็กบอกหน้าเครียด แล้วก็ทำให้ปริศนาไขกระจ่างแล้วครับ สรุปเรื่องนี้มีมหาดเล็กทั้งหมดสิบคน และทุกคนต้องพูดประโยคเดียวกันหมดคือ ‘ขอจงทรงไตร่ตรองด้วย’. .แต่พอมองไปที่ร่างเล็กซึ่งกำลังยืนเอาคิ้วพันกันมือจ้องกระดาษสีชมพูที่อยู่ในมือแล้ว. .









“งั้นก็ซ้อมอีกหลายทีก็ได้ ได้คล่องๆ”





ผมบอกเขาซึ่งเงยหน้ามาจากกระดาษสีชมพูยิ้มหน้าบานทำตาลุกวาวให้ทันที และหลังจากนั้น ผมต้องมารับบทเป็นพระราชาบ้าเลือดให้เขาทุกวันหลังเลิกเรียนจนกระทั่งถึงวันปีใหม่ซึ่งเป็นวันแสดงจริง




..........................................................


.................................


.......................


........


..


.









“อ๊ะ. .คุณนี่มาแล้วเหรอ มาช้าจังเลย ปาร์ค เจย์บอกแล้วไง ถ้ามาถึงแล้วให้รีบมาหาปาร์ค เจย์ที่ห้องแต่งตัว”



เพื่อนบ้านร่างเล็กที่วิ่งมาหาในชุดสีเขียวเข้มของมหาดเล็กคนที่หก สวมหมวกทรงสูง ใบหน้าถูกแต่งจนขาวและริมฝีปากถูกทาจนแดงเข้ม ผมยืนพิจารณาเสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่มันดูเหมือนชุดที่พ่อแม่ตัดให้ลูกซึ่งสูงขึ้นปีละฟุตมากกว่าจึงต้องตัดเผื่อโตชายแขนเสื้อและชุดถึงได้ยาวหลวมแทบหลุดลงไปกองกับพื้นแบบนี้



“ปาร์ค เจย์เป็นไงบ้าง”



ร่างเล็กถามพลางยืนเอี้ยวตัวไปมาให้ผมดู จะว่ายังไงดีละ ถึงชุดมันจะดูใหญ่เกินตัวไปซักห้าปี แต่ก็. .



“. .น่ารักดี”



ผมบอกโดยที่มือก็เกาหัวไปมา แล้วนี่ผมเกิดอาการคันหัวอะไรขึ้นมาครับ วันนี้ผมสระผมแล้วนะ. .แต่ถ้าผมคันหัว เพื่อนบ้านตัวเล็กของผมคงจะคันแก้มครับเพราะว่าเขาเอามือเล็กๆถูไปมาที่แก้มตัวเองอีกแล้ว








“เจย์บอม อยู่นี่เอง เตรียมตัวซ้อมได้แล้ว อีกเดี๋ยวก็จะเริ่มแสดงแล้วนะ”








อาจารย์ประจำชั้นของเพื่อนตัวเล็กของผมร้องเรียกให้ทำการซ้อมก่อนขึ้นแสดงจริง ร่างเล็กจึงรีบหันมาพูดกับผมทันทีก่อนที่จะเดินเข้าไปสมทบกับทุกคน



“เดี๋ยวปาร์ค เจย์มานะ”




ร่างเล็กบอก แล้วรีบวิ่งเข้าไปหลังเวที . .ผมจึงได้แต่เดินไปมานั่งเปะปะอยู่แถวนี้รอเขา




...........................................


............................


...............


...







“เจย์บอม อย่างอแงซิ เตรียมตัวขึ้นแสดงได้แล้ว”







เสียงอาจารย์ประจำชั้นของเพื่อนตัวเล็กร้องลั่นมาจากด้านหลังเวทีในอีกยี่สิบห้านาทีต่อมา เกิดอะไรขึ้นครับ เพื่อนตัวเล็กของผมเป็นอะไร ผมจึงรีบวิ่งไปที่ด้านหลังเวทีทันที แล้วก็พบว่ามีร่างเล็กๆของเพื่อนบ้านตัวเล็กนั่งพังพาบอยู่กับพื้นโดยมีเพื่อนร่วมห้องและอาจารย์ประจำชั้นยืนรายล้อมกันอยู่



“ปาร์ค เจย์ไม่ไปแล้ว ปาร์ค เจย์แสดงไม่ได้นี่นา ไม่เอาแล้ว ปาร์ค เจย์ไม่แสดง”



ร่างเล็กซึ่งกำลังงอแงเอามือตบหน้าขาตัวเองไปมาทำหน้าเบ้ตอบคำถามทุกคน ผมจึงพอสรุปเรื่องราวได้แล้วว่า เพื่อนตัวเล็กของผมกำลังงอแงเรื่องไม่ยอมขึ้นไปแสดงนี่เอง



“ไม่แสดงได้ยังไงล่ะ เร็วเข้า ลุกขึ้นมา อีกห้านาทีจะเริ่มแสดงแล้วนะ”



อาจารย์ประจำชั้นบอกพลางพยายามดึงแขนของร่างเล็กให้ลุกขึ้น แต่ร่างเล็กยังคงทิ้งตัวลงกับพื้นอย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมลุกตามแรงดึงง่ายๆ



“โอ๊ย จะทำยังไงเนี่ย เจย์บอม. .ล”



“เดี๋ยวผมคุยกับเจย์บอมให้เองครับ ทุกคนไปเตรียมตัวเถอะ”




ผมร้องบอกขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนตัวเล็กทำหน้าจะร้องไห้เต็มแก่ แถมยังมีคนมายืนมุงดูอยู่รายรอบอีก ร่างเล็กซึ่งกำลังงอแงเงยหน้าขึ้นจ้องผมอยู่เพียงครู่เดียวแล้วก็รีบขมวดคิ้วมองพื้นต่อทันที























“เป็นอะไร งอแงเรื่องอะไรหะ”



ผมเข้าไปนั่งยอง ยองข้างร่างเล็กหลังจากที่ทุกคนแยกย้ายเตรียมตัวไปขึ้นเวทีกันหมดแล้ว ร่างเล็กที่ผมพูดด้วยเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำหน้ายู่ปากจู๋และขมวดคิ้วจนแน่น



“ปาร์ค เจย์ไม่ขึ้นแสดงนะ ปาร์ค เจย์แสดงไม่ได้หรอก”



ร่างเล็กปากจู๋บอก โดยที่มือก็ขยำชายแขนเสื้อตัวเองไว้แน่น



“ทำไมจะเล่นไม่ได้ เล่นได้อยู่แล้ว ซ้อมกันมาตั้งหลายวัน ก็เห็นอยู่ว่าเล่นได้ เล่นได้ดีด้วย”



ผมพยายามบอกให้กำลังใจอีกฝ่ายซึ่งเงยหน้าขึ้นมามอง แต่แล้วก็นิ่วหน้าใส่พร้อมส่ายหัวไปมาแรงๆ




“ปาร์ค เจย์เล่นไม่ได้แล้ว มหาดเล็กมีตั้งสิบคน ขาดปาร์ค เจย์ไปคนคงไม่เป็นอะไรหรอก คุณนี่ไปบอกอาจารย์ให้ปาร์ค เจย์ทีนะว่าปาร์ค เจย์ไม่ขึ้น. .บอกว่าปาร์ค เจย์ปวดท้องก็ได้นะ คุณนี่นะ”



ร่างเล็กละมือจากการขยำแขนเสื้อของตัว เข้ามาเขย่าแขนผมแทนด้วยสีหน้าของคนอยากจะร้องไห้เต็มแก่ เห็นแบบนี้แล้วอดที่จะใจอ่อนไม่ได้. .แต่. .ไม่ได้ครับ ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด ก็รู้อยู่ว่าเขาตั้งใจซ้อมขนาดไหนจะปล่อยไปไม่ให้แสดงได้ไง




“ไม่ได้. .เป็นคนชวนให้มาดูเองแท้ๆ ก็ต้องแสดงซิ งอแงแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”



ผมพูดกึ่งดุร่างเล็กที่เบ้หน้าใส่น้ำตารื้นเอ่อล้นเบ้าตาแล้วครับตอนนี้ . .นี่ผมดุเกินไปรึเปล่า



“ก็. .ก็ ปาร์ค เจย์แสดงไม่ได้นี่นา ทั้งมือทั้งขาปาร์ค เจย์สั่นไปหมดแล้วตอนนี้ คุณนี่จะให้ปาร์ค เจย์ทำยังไง”



ร่างเล็กที่เถียงไปน้ำตาเริ่มไหลนองหน้า ชูมือซึ่งกำลังสั่นไปมาให้ผมดู สั่นขนาดนี้คงเป็นเพราะตื่นเต้นมากเกินไปรึเปล่าครับ ถึงได้งอแงไม่ยอมแสดง





“ไหน มาดูซิ”





ผมบอก และคว้ามือซึ่งกำลังสั่นไปมาของร่างเล็กมาดู มือเล็กๆนั้นกำลังสั่นไปมาอย่างหนักจริงๆครับ












“เจย์บอม เตรียมตัวขึ้นแสดงได้แล้วนะ ทุกคนพร้อมกันหมดแล้ว”












เสียงอาจารย์ประจำชั้นของเพื่อนบ้านร่างเล็กตะโกนเรียกอีกแล้วครับ โดยที่ร่างเล็กได้แต่ส่ายหัวไปมาอย่างหนัก เอายังดีล่ะผม



“คุณนี่ ปาร์ค เจย์ปวดท้อง. .นะคุณนี่ บอก อาจารย์ทีว่าปาร์ค เจย์ปวดท้องนะ”



ร่างเล็กเขย่าแขนผมไปมาด้วยมือสั่นๆแรงๆอีกแล้วครับ. .แล้วผมจะทำยังไงดี ปล่อยไว้แบบนี้ก็ไม่ได้




“หลับตา เดี๋ยวจะทำให้หายสั่นนะ”




ผมบอกร่างเล็กที่เบ้หน้าทำหน้าร้อนรนใส่ และส่ายหัวแรงๆให้อีกครั้ง



“ไม่เอา ปาร์ค เจย์ไม่หาย ทำยังไงปาร์ค เจย์ก็ไม่หายหรอก ก็ปาร์ค เจย์เล่นไม่ได้นี่นา”



ร่างเล็กว่า ผมจึงต้องทำการเอามือปิดตาเล็กๆไว้ให้ช่วยสงบสติอารมณ์ซักที ก่อนที่จะโน้มตัวเอาจมูกกดเข้าไปที่แก้มขาวๆซึ่งกำลังเปียกน้ำตานั้น




“. .ค. .คุณนี่ทำอะไรน่ะ”





ร่างเล็กเบิกตาโพลง โดยที่มือทั้งสองข้างก็ถูแก้มไปมาหน้าแดงก่ำ. . .นั่นซิ ผมทำอะไรไปครับ. .ทำไมในหัวทู่ๆ มันถึงได้คิดว่าถ้าทำแบบนี้แล้วมันจะได้ผล ขืนผมบอกว่าอยากทำให้หายประหม่ามันจะฟังขึ้นไหมเนี่ย



“หายสั่นยัง”



ผมถามอีกฝ่าย ซึ่งยังคงไม่ยอมหยุดที่จะถูแก้มทั้งสองข้างไปมาอย่างที่เขาชอบทำเป็นประจำ โดยที่ตาก็เหลือบมองผมอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็กลับไปมองพื้นใหม่



“. .คุณนี่. .บ้า. ”



ร่างเล็กบอก แล้วรีบยันตัวลุกขึ้น วิ่งไปสบทบกับทุกคนเพื่อเตรียมขึ้นเวทีทันที. .ทำแบบนี้หมายความว่าหายสั่นแล้วรึไม่อยากจะอยู่กับผมกันครับ



















ขอจงทรงไตร่ตรองด้วย~

























เสียงประสานพร้อมกันดังออกมาจากมหาดเล็กทั้งสิบก่อนที่การแสดงจะปิดตัวลงในอีกสิบนาทีต่อมา และหลังจากนั้นผมและครอบครัวของเพื่อนบ้านร่างเล็กก็พร้อมใจกันไปหาร่างเล็กที่เอาแต่. .เกาะชายกระโปรงของผู้เป็นแม่ และแอบเหลือบมองหน้าผมอยู่เป็นระยะ แต่ไม่ยอมเข้ามาใกล้. .หมายความว่าไง รึเขาจะโกรธผมกันครับ. .ไม่ซิ มันก็สมควรให้โกรธอยู่แล้วต่างหาก



“ลูกเจย์แสดงเก่งสุดยอด ป๊าว่า ป๊าเตรียมตัวดันลูกเจย์เป็นนักแสดงดีกว่า ดีไหมคะลูกเจย์”



ปะป๊าของร่างเล็กซึ่งกำลังชื่นชมความสามารถในการแสดงเป็นมหาดเล็กคนที่หกของลูกชายบอก พลางหัวเราะ ฮิ ฮิ ฮ่า ฮ่า ไม่หยุด โดยที่ร่างเล็กก็แอบหันมาชำเลืองผมไม่หยุดเช่นกัน ชำเลืองมองแบบนี้รึกำลังคิดว่าจะบอกให้ป๊าเล่นงานผมยังไงดีใช่ไหมครับ



“เห็นไหมคะ เห็นไหมคะ นี่ล่ะค่ะ เด็กคนนี้ล่ะค่ะที่แสดงเป็นหัวหน้ามหาดเล็ก ลูกชายอิชั้นเองค่ะ”



มามี๊ของร่างเล็กพูดกับใครก็ไม่รู้ซึ่งผมขอเดาว่าเขาก็คงไม่รู้จักด้วยเช่นกัน เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายมาดูเด็กอัจฉริยะซึ่งแสดงเป็นหัวหน้า?มหาดเล็ก. .แต่ว่า ในบรรดามหาดเล็กทั้งสิบคนที่พูดพร้อมกันมันมีใครแสดงเป็นหัวหน้าด้วยรึครับ











“คุณนี่. .”



ร่างเล็กซึ่งละมือออกจากชายกระโปรงของผู้เป็นแม่ เดินถอยหลังเข้าหยุดอยู่ตรงข้างๆผม ในขณะที่พ่อแม่ของตนกำลังสาละวนอยู่กับการสาธยายเรื่องการตีบทหัวหน้ามหาดเล็กแตกกระจายให้กับใครก็ตามที่อยากจะฟัง



“อะไรติดแก้มน่ะ”



ร่างเล็กยื่นมือออกมาเขี่ยที่ข้างแก้มผม โดยที่ผมได้แต่ทำหน้างงว่าตัวเองยืนซกมกอะไรอยู่ได้ตั้งนาน อะไรติดอยู่ข้างแก้มไม่ยักกะรู้ตัว



“ปาร์ค เจย์เอาออกให้”



ร่างเล็กบอกโดยที่มือก็ยังไม่หยุดเขี่ยไปมาที่ข้างแก้มผม. .ทำแบบนี้ก็จั๊กจี๊ดีเหมือนกันนะครับ. .ไม่ซิ ตอนนี้ต้องคิดเรื่องเพื่อนบ้านร่างเล็กข้างๆ โกรธผมอยู่รึ. . .เปล่า. .สงสัยจะไม่ได้โกรธล่ะมังครับ เมื่อผมสัมผัสได้ถึงอะไรนิ่มๆที่ไม่ใช่นิ้วมือแต่เป็นริมฝีปากของใครซักคนอยู่ตรงข้างแก้ม . .อาการใจแปล๊บ แปล๊บ หน้าชาๆนี้มันคืออะไรครับ



“. .ออกแล้ว. .ขอบใจนะ”



ร่างเล็กเอ่ยขอบใจทั้งที่ตัวเองเป็นคนเอาอะไรของผมออกไปก็ไม่รู้ โดยที่มือก็สาละวนอยู่กับการถูข้างแก้มตัวเองไปมา ก่อนที่จะวิ่งหนีไปเกาะชายกระโปรงของผู้เป็นแม่อีกครั้ง
ส่วนผมตอนนี้น่ะเหรอครับ. .สงสัยจะโดนเชื้อชอบถูแก้มเล่นงานเข้าซะแล้ว ผมถึงได้แต่ยืนถูแก้มขับไล่อาการหน้าชาของตัวเองไปมาไม่หยุด. .นี่ผมเป็นบ้าอะไรต้อนรับปีใหม่ไปแล้วครับ











edit @ 29 Dec 2009 21:01:01 by ~ Park Jay ~ PaPa

edit @ 29 Dec 2009 21:29:47 by ~ Park Jay ~ PaPa

edit @ 29 Dec 2009 21:32:13 by ~ Park Jay ~ PaPa